4. เตรียมเอกสารและยื่นใบสมัคร
หลังจากที่เพื่อนๆได้คะแนนสอบที่พอใจแล้ว สิ่งสำคัญที่ต้องทำต่อไปก็คือการเตรียมเอกสารต่างๆ โดยเพื่อนๆสามารถเข้าไปดูว่ามหาวิทยาลัยที่เราจะสมัครนั้นต้องการเอกสารอะไรบ้าง หรืออาจจะสอบถามกับทางเอเจนซี่ที่่เพื่อนๆสมัครไปก็ได้ อย่างไรก็ตามสิ่งที่ทางมหาวิทยาลัยจะต้องขอให้เราส่งไปและเพื่อนๆต้องใช้เวลาพอสมควรในการเตรียมเอกสารเหล่านี้มีอยู่ 3 ส่วนครับ
4.1 Resume
ในส่วนของการเขียน Resume นั้น คิดว่าเพื่อนๆคงน่าจะหาแบบฟอร์มกันได้ไม่ยากจากในอินเตอร์เนทนะครับ ผมมีข้อแนะนำหน่อยว่าการหา Resume Template นั้นหาได้ไม่ยากหรอกครับ เพียงแต่ว่าเมื่อหามาแล้ว เราไม่จำเป็นต้องทำตามแบบฟอร์มเขาเป๊ะๆ เราอาจจะมีการปรับให้มันดูมีรูปแบบที่สวยงามกว่าเดิมตามความเหมาะสมก็ได้ โดยเวบไซต์ที่ผมอยากจะแนะนำก็คงเป็นเวบไซต์ของ Career Center หรือ Career Connection ตามมหาวิทยาลัยต่างๆครับ สามารถค้นหาได้ไม่ยากเลย ตัวอย่าง Resume (Click here)
4.2 Statement of Purpose (SoP)
สำหรับการเขียน Statement of Purpose ผมได้รวบรวมตัวอย่างการเขียน SoP สำหรับการสมัครเรียนในด้านต่างๆไว้ให้เพื่อนๆได้ดูเป็นตัวอย่างกันแล้วนะครับ สามารถดาวน์โหลดดูได้เลยครับ (Click here)
อย่างไรก็ตามผมอยากแนะนำว่าให้ขอ Statement of Purpose ของเพื่อนๆหรือพี่ๆมาดู โดยเฉพาะในสายการเรียนที่เราเรียนอะนะครับ เพราะบางทีมันก็จะแตกต่างกัน สำหรับการที่ผมแนะนำให้ขอตัวอย่างเพื่อนๆมาดูนั้นไม่ใช่เป็นการขอเพื่อเอามาลอกนะครับ แต่เอามาเพื่อเป็นแนวทางเท่านั้น Statement of Purpose เป็นของเราเองนะครับ ชีวิตเรา อนาคตเรา ความฝันเรา ของแบบนี้คงไม่มีใครเขาลอกกัน นอกจากนั้นอาจจะมีการยืมศัพท์สวยๆหรูๆมาบ้าง ก็คงไม่เป็นไรนะครับ
ในส่วนอื่นๆก็คงคล้ายๆกับการเขียน Resume ครับ ก็คือเราสามารถหาตัวอย่างได้จากในเวบไซต์ทั่วๆไป ซึ่งเวบไซต์ที่ผมแนะนำก็อีกเช่นเคยครับ เวบไซต์ของ Career Center หรือ Career Connection ของมหาวิทยาลัยต่างๆครับ สุดท้าย สิ่งที่ผมอยากจะเน้นย้ำเรื่องการเขียน SoP นี้ก็คือต้องใช้เวลากับมันนะครับ ไม่ใช่ว่าจะรีบๆเขียนๆๆให้เสร็จๆไป SoP ถือเป็นอาวุธชิ้นสำคัญต่อการสมัครเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัย เพราะฉะนั้นใช้เวลากับมัน อ่านมันหลายๆรอบ แก้ไข หรือแม้แต่อาจจะให้เพื่อนๆช่วยกันติชม เพื่อปรับปรุงและแก้ไขต่อไปครับ
4.3 Letter of Recommendation
อีกปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อการสมัครเข้าเรียนต่อก็คือ Letter of Recommendation โดยปกติ ทางมหาวิทยาลัยจะขอ Letter of Recommendation ประมาณ 2 -3 ฉบับ ทีนี้ก็มีคำถามว่าจะขอ Letter of Recommendation จากใครดี อาจารย์ คนใหญ่คนโตในบ้างเมือง หรือว่าคนใกล้ๆตัวแต่เป็นแค่ผู้จัดการ สำหรับตัวผมเองนะครับผมขอแยกเป็นสองกรณีแล้วกัน
กรณีแรก คือกรณีที่เพื่อนๆยังไม่มีประสบการณ์ทำงานเลย เมื่อเรียนจบแล้วอยากไปเรียนต่อเมืองนอกทันที หรือกรณีที่หลักสูตรที่เราเรียนเป็นหลักสูตรที่ออกแนววิชาการมากๆ ในกรณีนี้ก็ควรที่จะขอจดหมายจากทางอาจารย์ครับ ผมอยากแนะนำแบบนี้นะครับว่าจดหมายมีถึงสามฉบับ เราอาจจะขอจากอาจารย์ที่เราเรียนด้วย และรู้จักเราเป็นอย่างดีสักสองฉบับ แล้วอาจจะขอจากคณบดีหรืออาจารย์ที่พอมีชื่อเสียงหน่อย แต่เราอาจจะเรียนกับท่านแค่คอร์สเดียวแล้วก็ไม่ได้สนิทด้วยเท่าไหร่อีกสักฉบับ ทั้งนี้ทั้งนั้นการขอ Letter of Recommendation จากอาจารย์ก็จะมีหลากหลายรูปแบบครับ อาจารย์บางท่านก็อาจจะเขียนจดหมายเอง บางท่านอาจจะให้เราแต่งมาก่อนแล้วท่านจะเอาไปขัดเกลาและแก้ไข หรือบางท่านอาจจะให้เราเขียนเองทั้งหมดแล้วท่านเซ็นให้อย่างเดียว
กรณีที่สอง คือกรณีที่เพื่อนๆมีประสบการณ์การทำงานแล้วและทางมหาวิทยาลัยมีข้อกำหนดในเรื่องของประสบการณ์การทำงานเช่นหลักสูตร MBA ถ้าเป็นหลักสูตร MBA คนที่เราควรจะขอควรเป็นเจ้านายโดยตรงครับ หรืออาจจะเป็นเจ้านายที่มีตำแหน่งใหญ่ขึ้นไปหน่อยแต่ไม่ว่าอย่างไรคนที่เขียน Letter of Recommendation ก็ควรจะเป็นคนที่รู้จักเราอย่างดีครับ เพื่อนๆบางคนอาจจะมีคอนเนคชั่นอยู่บ้างกับรัฐมนตรี หรือคนใหญ่คนโต ถ้าถามผมว่าควรส่งจดหมายจากบุคคลเหล่านี้มั๊ย ถ้าผมมีคอนเนคชั่น ผมก็จะส่งเป็น Additional Letter of Recommendation ครับ อย่าลืมนะครับ ทุกๆสถาบันย่อมอยากได้คนที่มีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงในอนาคต ซึ่งแน่นอนหละว่าการได้รับการรับรองจากบุคคลเหล่านี้ได้ก็เป็นเสมือนตัวบ่งบอกได้ระดับนึงว่าเราก็มีคอนเนคชั่นพอสมควร บางคนอาจจะบอกว่าไม่มีผล แต่สำหรับตัวผม ผมมองว่ายังไงก็มีผลอยู่บ้าง อย่างไรก็ตามสำหรับเพื่อนๆที่ไม่รู้จะไปหาจดหมายจากบุคคลเหล่านี้มาจากไหน ไม่ต้องเป็นกังวลครับ เพราะคนทั่วๆไปส่วนใหญ่ก็คงไม่ได้หาคอนเนคชั่นจากบุคคลเหล่านี้กันได้ง่ายๆนัก เพราะฉะนั้นเอาเวลานั่งกังวลไปทำส่วนที่เราทำได้ดีกว่าครับ
สำหรับเพื่อนๆที่มีประสบการณ์ทำงานมาแล้วบ้าง และทางมหาวิทยาลัยไม่ได้ Require ประสบการณ์ทำงานและสายการเรียนที่เราไปเรียนต่อจะออกไปในแนวทาง Academic หน่อย ผมแนะนำให้ใช้แบบผสมครับ คือมีทั้งจดหมายของทางอาจารย์และจดหมายของทางหัวหน้าที่เราทำงานด้วย ซึ่งการมีประสบการณ์ทำงานตรงนี้ถือเป็นประโยชน์ที่เรามีเหนือคนอื่นๆในกรณีนี้ครับ

ทีนี้เพื่อนๆอาจจะถามว่าในกรณีที่ทางผู้เขียนจดหมายบอกให้เราไปแต่ง Letter of Recommendation เอง เราจะไปหาข้อมูลยังไง ภาษาเราจะดีพอเหรอ หรือว่าจะเขียนชมตัวเองมากน้อยแค่ไหน เรื่องเขียนชมนี่เขียนไปเต็มที่เลยครับยิ่งถ้ามีเหตุการณ์สนับสนุนที่เกิดขึ้นกับท่านนั้นๆได้ก็จะดีมาก ส่วนเรื่องตัวอย่างก็เช่นเดียวกันครับหาโหลดได้เยอะแยะมากมายตามอินเตอร์เนท และอีกแหล่งที่สำคัญก็คือเพื่อนนั่นเองครับ และอย่าลืมครับเมื่อเอาของเขามาแล้วก็ขอแค่เอามาดูเป็นไอเดียและดัดแปลงให้เข้ากับเราด้วยนะครับ ไม่ใช่ลอกเขามาหมดเลย เดี๋ยวผู้เขียนจะงงครับว่าเขียนให้เราจริงๆหรือ เหมือนเป็นคนละคนกันเลย
อีกประเด็นที่สำคัญก็คือในปัจจุบันทางมหาวิทยาลัยอาจจะไม่ได้กำหนดให้แค่เขียน Letter of Recommendation เป็น Essay เท่านั้นนะครับ แต่อาจจะมีการให้ทางผู้เขียนกรอกเอกสารเพื่อประเมินว่าความสามารถในด้านต่างๆของเรานั้นดีมากน้อยแค่ไหน เพราะฉะนั้น Letter of Recommendation จึงไม่ได้มีเพียงแค่กระดาษจดหมายแผ่นเดียวอีกต่อไป แต่อาจจะมีเอกสารการประเมินอื่นๆประกอบอีกด้วย
หลังจากที่เพื่อนๆเตรียมเอกสารเรียบร้อยแล้ว เพื่อนๆสามารถสมัครได้ด้วยตัวเองกับมหาวิทยาลัยนั้นๆ หรืออาจจะทำการสมัครกับเหล่าตัวแทนเอเจนซี่ของแต่ละมหาวิทยาลัยที่อยู่ในเมืองไทยได้เลยครับ นอกจากนั้นหลังจากที่่เพื่อนๆส่งเอกสารและใบสมัครไปแล้วนั้น อยากให้เพื่อนๆติดตามความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องด้วยนะครับว่าทางมหาวิทยาลัยได้รับเอกสารที่เราส่งไปแล้วหรือยัง หรือถ้าเราสมัครผ่านทางตัวแทนในประเทศไทย ก็อยากจะให้เพื่อนๆโทรหรืออีเมลล์ไปสอบถามเจ้าหน้าที่ท่านนั้นอย่างต่อเนื่องครับ
|